๑.๓ พุทธประวัติ

ptt016

พุทธประวัติ หมายถึง ประวัติของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นศาสดาของพระพุทธศาสนา

พระพุทธเจ้า มีพระนามเดิมว่า เจ้าชายสิทธัตถะ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา พระพุทธเจ้าประสูติในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ก่อนพุทธศักราช 60 ปี ณ สวนลุมพินีวัน ปัจจุบันอยู่ในประเทศเนปาล เมื่อพระกุมารประสูติได้ 5 วันพระเจ้าสุทโธทนะโปรดให้มีพิธีขนานพระนามและทำนายลักษณะของพระกุมาร โดยเชิญพราหมณ์ 108 คนมาทำพิธี ได้ถวายพระนามว่า สิทธัตถะ และทำนายว่าพระกุมารจะเสด็จออกบวช
หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ 7 วัน พระราชมารดาก็สวรรคต พระองค์จึงได้รับการดูแลจากพระนางปชาบดีโคตมี เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเจริญวัย พระราชบิดาทรงให้ศึกษาศิลปะวิทยาการในสำนักครูวิศวามิตร เจ้าชายได้ศึกษาวิชาความรู้ที่ควรจะศึกษาได้อย่างรวดเร็ว เมื่อถึงประเพณีแรกนาขวัญประจำปี เจ้าชายสิทธัตถะได้ตามเสด็จพระราชบิดาไปด้วย พระองค์ได้ทรงพิจารณาถึงสิ่งต่างๆ ที่พบเห็น และทรงมีความเห็นว่า “ความทุกข์อันใหญ่หลวงกำลังครอบงำคนและสัตว์จำนวนมากอยู่ตลอดเวลา” พระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบว่าพระโอรสทรงเริ่มคิดไปในทางธรรมพระองค์จึงโปรดให้สร้างปราสาทอันสวยงามขึ้น 3 ปราสาท สำหรับให้พระโอรสประทับในแต่ละฤดู เพื่อให้พระโอรสเกิดความรื่นรมย์ ซึ่งเป็นการโน้มน้าวจิตใจของพระโอรสให้เพลิดเพลินในทางโลก
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเข้าสู่วัยหนุ่ม พระองค์ได้อภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา(ยโสธรา) แต่พระองค์ยังทรงอยากจะทราบความเป็นไปภายนอกพระราชวัยว่า ประชาชนมีความเป็นอยู่อย่างไร จึงได้ทูลขอพระราชานุญาตเสด็จประพาสพระนคร ทรงพบเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช ทั้ง 4 นี้ รวมเรียกว่า “เทวทูต ” เจ้าชายทรงสลดพระทัยที่ทรงเห็น คนแก่ คนเจ็บ และคนตาย ทรงพอพระทัยที่เห็นนักบวช พระองค์ทรงนำสิ่งที่พบเห็นมาพิจารณาไตร่ตรอง หาทางแก้ไขให้ตนเองและผู้อื่นได้พ้นจากความทุกข์ และทรงคิดได้ว่ามีทางเดียวเท่านั้นที่จะคิดค้นหาทางพ้นทุกข์ได้คือ การออกบวช จนกระทั่งเจ้าชายสิทธัตถะพระชนมายุได้ 29 พรรษา พระนางพิมพาประสูติประโอรส นามว่า ราหุล แม้ว่าพระองค์จะทรงห่วงใยพระโอรส แต่ด้วยมีพระประสงค์ที่จะหาทางช่วยเหลือชาวโลกให้พ้นทุกข์ พระองค์จึงตัดสินพระทัยออกบวช จึงเสด็จออกจากพระนครพร้อมนายฉันนะมหาดเล็กและม้ากัณฐกะ จนกระทั่งเสด็จถึงริมฝั่งแม่น้ำอโนมา พระองค์จึงทรงเปลื้องเครื่องประดับเพื่อให้นายฉันนะนำกลับพระนครพร้อมกับม้าทรง พระองค์ทรงใช้พระขรรค์ตัดพระเมาลี และทรงอธิษฐานเป็นนักบวช พระสิทธัตถะได้ทรงศึกษากับอาฬารดาบสและอุทกดาบส แต่พระองค์ไม่ทรงพบหนทางที่จะดับทุกข์ที่แท้จริงได้จึงเลิกเสาะแสวงหาวิชาความรู้จากสำนักลัทธิต่างๆ

หลังจากที่พระสิทธัตถะศึกษาความรู้จากสำนักต่างๆ ไม่ทรงพบหนทางที่จะดับทุกข์ได้ พระองค์จึงคิดที่จะศึกษาหาทางพ้นทุกข์ด้วยพระองค์เอง จึงได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา คือการทรมานกายด้วยวิธีต่างๆ เช่น กัดฟัน กลั้นลมหายใจ อดอาหาร เป็นต้น แต่พระองค์ไม่ทรงค้นพบวิธีพ้นทุกข์ได้ ซ้ำยังทำให้พระวรกายทรุดโทรม พระองค์จึงเลิกทรมานพระวรกาย และหันกลับมาบริโภคอาหาจากการบิณฑบาตเช่นเดิม เมื่อมีพระองค์มีพระกำลังอย่างเดิมแล้ว พระองค์ทรงเริ่มบำเพ็ญเพียรทางจิตตามหลักการของฌานหรือสมาธิ โดยทรงยึดทางสายกลางที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา
เช้าวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ขณะที่พระสิทธัตถะกำลังประทับอยู่ใด้ต้นไทร ริมแม่น้ำเนรัญชรา นางสุชาดา ได้นำข้ามธุปายาสมาถวายด้วยเข้าใจว่าพระองค์เป็นเทวดา เมื่อพระองค์ฉันข้าวมธุปายาสแล้วทรงนำถาดเปล่าไปลอยที่แม่น้ำเนรัฐชรา แล้วพระองค์ได้ทรงประทับนั่ง ณ โคนต้นโพธิ์ โดยตั้งพระทัยแน่วแน่ว่าถ้าไม่ค้นพบทางดับทุกข์แล้ว จะไม่ยอมลุกไปไหนโดยเด็ดขาด เมื่อจิตของพระองค์เป็นสมาธิแล้วจึงเกิดปัญญาในการพิจารณาถึงความเป็นไปของธรรมชาติทั้งหลาย พระองค์ทรงเกิดปัญญารู้แจ้ง และตรัสรู้อริยสัจ 4 หรือความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค รวมเวลาตั้งแต่เสด็จออกบวชจนถึงตรัสรู้เป็นเวลา 6 ปี ขณะนั้นพระองค์มีพระชนมายุ 35 พรรษา

หลังจากตรัสรู้แล้วพระพุทธเจ้าทรงตัดสินพระทัยที่จะเผยแผ่พระธรรมที่พระองค์ตรัสรู้ ทรงระลึกถึงอาฬารดาบสและอุททกดาบส ทรงทราบว่าสิ้นชีวิตแล้ว จึงทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ก็ทรงทราบว่า ขณะนี้อยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน จึงได้เสด็จไปแสดงธรรมโปรด
ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมชื่อ ธัมมจักกัปปวัตนสูตร แก่ปัญจวัคคีย์ การแสดงธรรมครั้งนี้เรียกว่า ปฐมเทศนา ผลของการแสดงปฐมเทศนาส่งผลให้โกณฑัญญะเกิดดวงตาเห็นธรรม และบวชเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา ต่อมาวัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ หลังจากได้ฟังธรรมแล้วก็เกิดความเข้าใจธรรม กราบทูลขอบวชกับพระพุทธเจ้าในเวลาต่อมา จากนั้นได้แสดงธรรมอบรมพระภิกษุทั้ 5 จนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ และเกิดพระรัตนตรัยทั้ง 3 คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ริมฝั่งแม่น้ำเนรญชรา มีสำนักของชฎิล 3 พี่น้อง ซึ่งเป็นนักบวชที่บูชาไฟ มีบริวารรวมทั้งสิ้น 1,000 คน พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังสำนักของชฎิล 3 พี่น้อง ทั้งนี้ด้วยเห็นว่า ชฎิล 3 พี่น้องเป็นที่เคารพนับถือของพระเจ้าพิมพิสารและประชาชนชาวเมืองราชคฤห์ ถ้าทำให้ชฎิลเหล่านี้นับถือคำสั่งสอนของพระองค์ได้ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในแคว้นมคธจะทำได้ง่ายขึ้น
พระพุทธเจ้าประทับอยูในสำนักชฎิล 3 พี่น้องเป็นเวลาประมาณ 2 เดือน ได้ทรงแสดงธรรมแก่ชฎิล 3 พี่น้องและบริวารจนสำเร็จ ทั้งหมดได้เห็นแจ้งว่าสิ่งที่ตนเชื่อและปฏิบัตินั้นไร้สาระ ได้หันมานับถือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้วกราบทูลขอบวชยอมเป็นพระสาวก พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมอบรมจนทั้งหมดได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์

พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยชฎิล 3 พี่น้อง เสด็จเข้าเมืองราชคฤห์ ทรงพักอยู่ที่ลัฏฐิวันหรือสวนตาลหนุ่ม พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบข่าวจึงได้พาข้าราชบริพารไปเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้ฟัง พระเจ้าพิมพิสารพร้อมด้วยข้าราชบริพารและประชาชนที่เข้าเฝ้าเกิดความเลื่อมใสศรัทธาประกาศตนขอนับถือพระพุทธศาสนา และพระเจ้าพิมพิสารได้สำเร็จมรรคผลเป็นโสดาบัน
พระเจ้าพิมพิสารได้กราบทูลอารธนาพระพุทธเจ้าให้เสด็จไปฉันอาหารในพระราชนิเวศน์พร้อมด้วยสาวก หลังจากถวายอาหารเสร็จแล้วพระเจ้าพิมพิสารทรงหลั่งน้ำใส่พระหัตถ์พระพุทธเจ้ายกอุทยานสวนป่าไผ่ที่เรียกว่า พระเวฬุวัน ถวายให้เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวก ระเวฬุวันจึงเป็นวัดพระพุทธศาสนาแห่งแรกของโลก

ในเมืองราชคฤห์ มีชายหนุ่ม 2 คน เป็นเพื่อนรักกัน ชื่ออุปติสสะ และโกลิตะ ได้พาพรรคพวกบริวาร 250 คน ไปบวชอยู่ในสำนักหนึ่งเพื่อแสวงหาหนทางตรัสรู้ แต่เรียนจบความรู้ของสำนักแล้วก็ยังไม่พบทางตรัสรู้ จึงลาจากสำนักแยกย้ายกันไปแสวงหาหนทางตรัสรู้ด้วยตนเอง แต่ก็ได้สัญญากันว่า ถ้าใครพบหนทางตรัสรู้ก่อนให้มาบอกด้วย
อุปติสสะได้พบกับพระอัสสชิ หนึ่งในปัญจวัคคีย์เกิดความเลื่อมใสในอิริยาบท ได้เข้าไปหาและขอให้แสดงธรรมให้ฟัง พระอัสสชิได้แสดงธรรมให้ฟังจนอุปติสสะเกิดความเข้าใจในธรรมบรรลุมรรคผลเป็นโสดาบัน จากนั้นได้ลาพระอัสสชะและกลับไปบอกโกลิตะเพื่อนรัก โกลิตะได้ฟังธรรมที่อุปติสสะนำมาบอกก็ได้บรรลุมรรคผลเป็นโสดบันเช่นกัน จึงได้พาพรรคพวกบริวารไปเข้าเฝ้าขอบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า อุปติสสะเมื่อบวชแล้วได้ชื่อใหม่ว่า สารีบุตร บวชได้ 15 วันจึงบรรลุเป็นพระอรหันต์ ต่อมาได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ให้เป็น อัครสาวกฝ่ายขวา ผู้มีความเป็นเลิศด้านปัญญา
ส่วนโกลิตะได้ชื่อใหม่ว่า โมคคัลลานะ บวชได้ 7 วัน ก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ และได้รับการยกย่องให้เป็น อัครสาวกฝ่ายซ้าย ผู้มีความเป็นเลิศด้านมีฤทธิ์ คือ มีความสามารถพิเศษที่ได้จากการทำสมาธิ เช่น เหาะเหินเดินอากาศได้ เป็นต้น

ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ปีถัดมาหลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่พระเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ พระสงฆ์สาวกของพระพุทธองค์ที่ออกไปเผยแผ่พระธรรมยังที่ต่างๆ ได้กลับมาเฝ้าพระพุทธองค์อย่างพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย จำนวน 1,250 รูป พระพุทธเจ้าทรงเห็นเป็นโอกาสเหมาะ จึงทรงให้จัดประชุมพระสาวกขึ้นในวันนั้น และทรงแสดงธรรมที่เรียกว่า “โอวาทปาฏิโมกข์” ซึ่งเป็นธรรมที่ถือว่าเป็นหลักการของพระพุทธศาสนา คือสอน ให้ละเว้นการทำความชั่ว ให้กระทำแต่ความดี และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส การประชุมพระสาวกครั้งนี้มีลักษณะเด่นเป็นพิเศษ 4 ประการคือ
1. เป็นวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง เดือน 3
2. พระสงฆ์ที่มาประชุมล้วนมากันโดยไม่ได้นัดหมาย
3. พระสงฆ์ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์
4. พระสงฆ์ทั้งหมดพระพุทธเจ้าทรงบวชให้
ด้วยเหตุนี้การประชุมครั้งนี้จึงเรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต พระพุทธเจ้าทรงได้กำลังจากพระสงฆ์สาวกเผยแผ่พระศาสนาไปยังเมืองและแคว้นต่างๆ ทั้งแคว้นเล็กแคว้นใหญ่ พระพุทธศาสนาเริ่มเป็นปึกแผ่นมั่นคง โดยมีบุคคลที่เป็นกำลังสำคัญ 4 กลุ่ม ที่เรียนกว่า พุทธบริษัท คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา
พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาโดยมีพุทธบริษัท 4 ดังกล่าวช่วยเป็นกำลังสำคัญเป็นเวลาทั้งหมด 45 พรรษา รวมพระชนมายุได้ 80 ปี จึงได้ปรินิพพานที่เมืองกุสินาราในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ก่อนปรินิพพานได้เทศนาแก่ สุภัททปริพาชก จนได้สำเร็จอรหันต์และบวชเป็นสาวกองค์สุดท้าย
เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว สิ่งหนึ่งที่เป็นเสมืนตัวแทนของพระองค์คือพระธรรมวินัย และมี พระสงฆ์ต่างก็เข้ารับหน้าที่สืบทอดพระพุทธศาสนาต่อเนื่องกันมา
จนพระพุทธศาสนาได้รับการเผยแพร่ไปยังประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยด้วย

สรุปและวิเคราะห์การปฐมเทศนา

B_hist36

พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา (เทศน์กัณฑ์แรก) แก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้แก่ อัญญาโกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และ อัสสชิ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ธรรมที่พระองค์ทรงแสดงชื่อว่า ธรรมจักกัปปวัตนสูตร เมื่อจบพระธรรมเทศนาท่านโกณฑัญญะก็ได้ดวงตาเห็นธรรม (เห็นตามเป็นจริง) ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา พระพุทธเจ้า ครั้นทรงทราบว่า โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นโสดาบันแล้ว จึงเปล่งอุทานว่า “อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ อัญญาสิ วะตะ โภโกณฑัญโญ” แปลว่า “โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ” อันเป็นเหตุให้ท่านโกณฑัญญะได้นามว่า “อัญญาโกณฑัญญะ” มานับแต่นั้น พระอัญญาโกณฑัญญะทูลขอบวชพระพุทธเจ้าทรงบวชให้ด้วยวิธีบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา จึงถือว่าเป็นพระสงฆ์รูปแรกในพระพุทธศาสนาและมีองค์พระรัตนตรัยเกิดขึ้นครบบริบูรณ์ในวันนั้น ดังนั้นจึงถือว่าเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา คือ วันอาสาฬบูชา
การบวช แบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือเป็นการบวชที่พระพุทธเจ้าประทานแก่ผู้ทูลขอบวชด้วยพระองค์เองเป็นการอนุญาตให้มาเป็นภิกษุโดยการตรัสด้วยพระวาจา แต่จะมี ๒ แบบคือ หากเป็นบุคคลธรรมดาขอบวช พระองค์ทรงตรัสว่า “เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด” สำหรับแบบที่สอง เป็นวิธีการบวชที่พระพุทธเจ้าบวชให้แก่บุคคลผู้บรรลุธรรมพิเศษ สามารถกำจัดกิเลสได้แล้ว เช่น พระอัญญาโกณฑัญญะ พระองค์ทรงตรัสว่า “เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด” จะพบว่า พระองค์ทรงตัดข้อความตอนสุดท้ายออก คือ “เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด” เพราะผู้ที่กำจัดกิเลสตัณหาได้แล้ว จะไม่มีความทุกข์โดยสิ้นเชิงธรรมจักกัปปวัตนสูตร มีใจความสรุปได้ว่า พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไม่ให้บรรพชิต ประพฤติสุดโต่ง ๒ อย่าง คือ

๑. กามสุขัลลิกานุโยค คือ การหมกมุ่นมัวเมาอยู่ในกามสุข ซึ่งเป็นทางที่ไม่บริสุทธิ์ ไม่มีประโยชน์ ไม่สามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ได้
๒. อัตติลมถานุโยค คือ การทรมานร่างกายตัวเองอย่างลำบาก ซึ่งเป็นทางที่ไม่สามารถพ้นทุกข์ไปได้ ดังเช่นพระพุทธองค์ได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ไม่สามารถค้นพบความจริงได้หนทางที่ที่จะทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้
ได้แก่ การดำเนินการตามทางสายกลาง คือ “มัชฌิมปฏิปทา” หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ทำให้บรรลุนิพพานไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป ซึ่งประกอบด้วย ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การเจรจาชอบ การทำงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความเพียรชอบ การระลึกชอบ และการตั้งใจมั่นชอบ เป็นทางสายกลางที่ดีที่สุด การปฏิบัติตามทางสายกลางในวิถีชีวิตของชุมชน ก็เริ่มจากทำความเข้าใจความสำเร็จให้ชัดเจนว่าคืออะไร มีขอบเขตแค่ไหน แล้วคิดหาทางไปสู่ความสำเร็จนั้นได้อย่างไร เมื่อพบทางแล้ว ก็ประคับประคองความคิดนั้นให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องในลักษณะที่ไม่เคร่งเครียดจนกร้าว และปล่อยเฉยจนเฉื่อยชา ปฏิบัติตนให้พอดีสุดท้ายก็ประสบความสำเร็จดังที่ตั้งใจไว้นิพพาน เป็นความสุขที่คนในสังคมอินเดียโบราณต่างมุ่งแสวงหา เพราะถือว่าเป็นความสุขสงบที่เป็นอมตะ ไม่ผันแปร
ในการแสวงหานั้น มีหลักความเชื่ออยู่ ๒ อย่างคือ ความเชื่อที่ว่า การจะบรรลุนิพพานได้นั้น มีได้ด้วยการทรมานตนเองให้ลำบาก จะเห็นได้จากการมีนักบวชอินเดียมากมายที่ทรมานตน เช่น การฝังตัวอยู่ในดิน การนั่งบนตะปูที่แหลมคม การทำโยคะในท่าต่าง ๆ เป็นต้น อีกทางหนึ่งคือ การมีความเชื่อว่าการจะบรรลุนิพพานได้นั้น มีได้ด้วยการทำตนเองให้พร้อมพรั่งด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ก็ได้แสวงหาสะสม และหมกมุ่นอยู่กับการเสพสุข แล้วในที่สุดผู้ที่มีความเชื่อทั้งสอง ก็ไม่บรรลุนิพพาน เพราะฝ่ายแรกตึงเกินไป และฝ่ายหลังหย่อนยานเกินไป ไม่เป็นไปตามทางสายกลางดังที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้
ต่อจากนั้นจึงทรงแสดงอริยสัจ ๔ คือ หลักความจริงของชีวิตที่เมื่อรู้แล้วจะทำให้หมดกิเลสอันได้แก่
ทุกข์ (ความเกิด ความแก่ และความตาย เป็นต้น)
สมุทัย (เหตุให้เกิดทุกข์ คือ ความอยาก (ตัณหา) ต่าง ๆ)
นิโรธ (ความดับทุกข์ คือนิพพาน)
มรรค (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ คือ ทางสายกลางหรือมรรคมีองค์ ๘)

สรุปและวิเคราะห์โอวาทปาฏิโมกข์

โอวาทปาฏิโมกข์เป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ในที่ประชุมสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูป ตรงกับ “วันมาฆบูชา” การแสดงโอวาทปาติโมกข์นี้ ถือว่า เป็นการประกาศหลักการ อุดมการณ์ และวิธีการปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา ดังนี้คือหลักการ ๓ ได้แก่

๑. การไม่ทำบาปทั้งปวง ได้แก่ การงดเว้น การลด ละ เลิก ทำบาปทั้งปวง ซึ่งได้แก่ อกุศลกรรมบถ ๑๐ คือทางแห่งความชั่วมีสิบประการ อันเป็นความชั่วทางกาย ทางวาจา และทางใจ ดังนี้
๑.๑ ความชั่วทางกาย ๓ ประการ ได้แก่ การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม
๑.๒ ความชั่วทางวาจา ๔ ประการ ได้แก่ การพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดคำหยาบ และการพูดเพ้อเจ้อ
๑.๓ ความชั่วทางใจ ๔ ประการ ได้แก่ การอยากได้ของผู้อื่น การพยาบาท และความเห็นผิดเป็นชอบ

๒. การทำกุศลให้ถึงพร้อม ได้แก่ การทำความดีทุกอย่าง ซึ่งได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ คือ เป็นแบบของการทำฝ่ายดีสิบประการ อันเป็นความดีทางกาย ทางวาจา และทางใจ ดังนี้
๒.๑ ความดีทางกาย คือการไม่ประพฤติชั่วทางกาย ๓ ประการ มีความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และมีความซื่อสัตย์ต่อกัน
๒.๒ ความดีทางวาจา คือ การไม่ประพฤติชั่วทางวาจา ๔ ประการ พูดแต่คำจริง พูดคำอ่อนหวาน พูดคำที่ก่อให้เกิดความสามัคคีและพูดถูกกาลเทศะ
๒.๓ ความดีทางใจ คือ การไม่พฤติชั่วทางใจ ๓ ประการ มีแต่คิดเสียสละ มีเมตตาและปราถนาดี และมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง

๓. การทำจิตให้ผ่องใส ได้แก่ การทำจิตของตนให้ผ่องใสปราศจาก ”นิวรณ์” ซึ่งเป็นเครื่องขัดขวางจิต ไม่ให้เข้าถึงความสงบได้ มี ๕ ประการได้แก่
๓.๑ กามฉันทะ คือ ความพอใจในกาม
๓.๒ พยาบาท คือ ความอาฆาตพยาบาท
๓.๓ ถีนมิทธะ คือ ความหดหู่ท้อแท้ ง่วงเหงาหาวนอน
๓.๔ อุทธัจจะกุกกุจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน รำคาญ
๓.๕ วิจกิจฉา คือ ความลังเลสงสัย ไม่แน่ใจ เช่น สงสัยในการทำความดีความชั่วว่ามีผลจริงหรือไม่ เป็นต้น

วิธีทำให้จิตผ่องใส ที่แท้จริงเกิดขึ้นจากการละบาปทั้งปวงด้วยการถือศีลและบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อมด้วยการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนา จนได้บรรลุอรหัตผล อันเป็นความผ่องใสที่แท้จริงอุดมการณ์ ๔ ได้แก่

๑. ความอดทน ได้แก่ ความอดกลั้น ไม่ทำบาปทั้งทางกาย วาจา และใจ

๒. ความไม่เบียดเบียน ได้แก่ การงดเว้นจากการทำร้าย การรบกวน หรือเบียดเบียนผู้อื่น

๓. ความสงบ ได้แก่ ปฏิบัติตนให้สงบทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ

๔. นิพพาน ได้แก่ การดับทุกข์ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นได้จากการดำเนินชีวิตตามมรรคมีองค์ ๘ วิธีการ ๖ ได้แก่

๑. ไม่ว่าร้าย ได้แก่ ไม่กล่าวให้ร้ายหรือ กล่าวโจมตีใคร
๒. ไม่ทำร้าย ได้แก่ ไม่เบียดเบียนทำร้ายใคร
๓. สำรวมในปาฏิโมกข์ ได้แก่ ความเคารพระเบียบวินัย กฎ กติกา กฎหมาย รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของสังคม
๔. รู้จักประมาณ ได้แก่ รู้จักความพอดีในการบริโภคอาหาร การใช้จ่ายทรัพย์สินหรือใช้สอยสิ่งต่าง ๆ
๕. อยู่ในสถานที่ที่สงัด ได้แก่ อยู่ในสถานที่สงบมีสิ่งแวดล้อมที่ดีที่เหมาะสม ไม่อยู่ในสถานที่เสื่อมโทรม
๖. ฝึกหัดจิตใจให้สงบ ได้แก่ ฝึกหัดชำระจิต ให้สงบมีสุขภาพ คุณภาพ และประสิทธิภาพที่ดี

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s