๕.๑ รู้และเข้าใจวิธีปฏิบัติและประโยชน์ของการบริหารจิตและเจริญปัญญา

อมร โสภณวิเชษฐ์วงศ์ และกวี อิสริวรรณ (2544:89-91) กล่าวว่า ปัญญา แปลว่า ความรู้ทั่วถึง หรือความรอบรู้ รอบรู้ในสิ่งที่ควรรู้รอบรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ และในการพัฒนาปัญญา สามารถพัฒนาปัญญาจากบ่อเกิดปัญญา 3 ประการ คือ

1. สุดมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการฟัง แบ่งออกเป็น 2 ระดับระดับธรรมดา หมายถึง การศึกษาเล่าเรียนโดยทั่วไป ซึ่งประกอบด้วยการพูด การฟัง การอ่าน การเขียน ผู้เรียนจะต้องมีความสนใจและความตั้งใจเรียนตามสมควร จึงจะได้ความรู้สามารถสอบผ่านได้ระดับสูง หมายถึงการศึกษาจนเป็นพหูสูต หรือเป็นนักปราชญ์ ซึ่งมีองค์ประกอบ 5 ประการ คือ การตั้งใจฟัง การจำได้ การท่องหรือพูดให้ผู้อื่นฟังได้ คิดพิจารณาที่ความเข้าใจและสามารถเปรียบเทียบความเห็นของตนว่าเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร

2. จิตตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิด หมายถึง การนำความรู้จากการฟัง การอ่าน มาคิดให้เกิดความเข้าใจ มีความสัมพันธ์กัน ความรู้จากการคิดมี 2 ระดับ คือ

ระดับธรรมดา หมายถึง การนำความรู้ที่กระจัดกระจายอยู่มาจัดให้เป็นระบบ มีความสัมพันธ์กันเป็นเรื่อง ๆ ไป
ระดับสูง หมายถึง การนำความรู้ที่ได้จากการฟัง การอ่านมาจัดระบบใหม่ตามหลักเกณท์ที่แน่นอนและเป็นวิชาการ เช่น การจัดโดยปริมาณ (มาก,น้อย จำนวน ,ขนาด) การจัดโดยคุณภาพ (ดีเยี่ยม ดีมาก ปานกลาง น้อย) จัดโดยการวิเคราะห์(จัดรายละเอียดเข้าเป็นหมวดหมู่ ) จัดโดยวิเคราะห์ (จำแนกแจงแจงให้ละเอียด)

3. ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการอบรมหรือการทำให้มีขึ้น แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือระดับธรรมดา หมายถึง การลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เมื่อได้ศึกษาทฤษฎี ก็ศึกษาภาคปฏิบัติต่อไป เช่น การทดลองวิทยาศาสตร์ การฝึกปฏิบัติทางภาษา การฝึกซ้อมกีฬา การทำวิจัย การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เป็นต้นระดับสูง หมายถึง ปัญญาที่เกิดจากการเจริญสมาธิ มีสมาธิเป็นพื้นฐาน ซึ่งเรียกว่า วิปัสสนาปัญญาเป็นปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งทั้งปวงและสามารกำจัดกิเลสให้ลดน้อยลงหรือหมดสิ้นไปได้

รู้และเข้าใจวิธีปฏิบัติและประโยชน์ของการบริหารจิตและเจริญปัญญา

การบริหารจิต เป็นการฝึกฝนอบรมจิตใจให้ดีงาม นุ่มนวล มีความหนักแน่นมั่นคง แข็งแกร่ง ผ่อนคลาย และสงบสุข ซึ่งมีการฝึกเพื่อให้บรรลุผลดังกล่าวมากมายหลายวิธี ส่วนการเจริญปัญญานั้น คือการฝึกให้รู้จักคิด อย่างที่เรียกว่า “คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น” นั่นเอง การบริหารจิต เป็นการฝึกจิตให้เป็นสมาธิ เรียกว่า สมาธิภาวนา ส่วนการเจริญปัญญาคือ การฝึกให้เกิดปัญญาที่เรียกว่า วิปัสสนาภาวนาคนที่ได้รับการฝึกฝนอบรมทั้งด้านสมาธิและวิปัสสนา จะเป็นคนมีคุณภาพจิต สรรถภาพทางจิต และสุขภาพจิตที่ดีที่สมบูรณ์ มีความเข้าใจโลกและชีวิตที่ถูกต้องการเจริญสมาธิอย่างสามัญ หรือฝึกสมาธิโดยใช้สติเป็นตัวนำองค์ธรรมที่เป็นเครื่องชักนำหรือฝึกให้เกิดสมาธิ คือ “สติ” เพราะสติเป็นเครื่องดึงและควบคุมจิตไว้กับอารมณ์นั้น ๆ การฝึกสมาธิโดยอาศัยสติเป็นตัวนำ แยกได้เป็น 2 วิธีใหญ่ ๆ คือ

1. การฝึกเพื่อใช้งานทางปัญญา หรือมุ่งประโยชน์เพื่อให้เกิดปัญญา ได้แก่การใช้สตินำทางให้เกิดปัญญาหรือทำงานร่วมกับการใช้ปัญญา โดยมีสติควบคุมอารมณ์และใช้ปัญญาเป็นตัวพิจารณา ให้รู้และเข้าใจอารมณ์นั้น ๆ วิธีการฝึกแบบนี้ไม่ได้เน้นที่สมาธิ แต่สมาธิได้รับการฝึกและเจริญสมาธิไปด้วย และพร้อมที่จะช่วยส่งเสริมการใช้ปัญญาให้ได้ผลดียิ่งขึ้น การฝึกเช่นนี้ได้แก่การฝึกโดยวิธีของสติปัฏฐาน เรียกได้ว่าเป็นการเจริญสมาธิในชีวิตประจำวัน

2. การฝึกเพื่อสร้างสมาธิหรือมุ่งสู่การสร้างสมาธิเพียงด้านเดียว ได้แก ่การใช้สติคอยควบคุมอารมณ์ไว้ให้จิตอยู่กับอารมณ์นั้นหรือเป็นวิธีตรึงจิตให้อยู่กับอารมณ์นั้น ๆ เป็นวิธีการที่เน้นสมาธิโดยตรง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s