การปกครองของไทย

 

เรื่อง การเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตยของไทยในปัจจุบัน

 

การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.. 2475 โดย คณะราษฎร ซึ่งนำโดยพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในการเมืองการปกครองของไทย เพราะเป็นการเปลี่ยนจากระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบการปกครองโดยรัฐธรรมนูญมีเป้าหมายจะสถาปนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นหลักในการปกครอง

เมื่อคณะราษฎรทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้สำเร็จแล้วก็มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว.. 2475 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน.. 2475 ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกแม้จะเป็นกฎหมายที่ใช้ชั่วคราวก็ตามและหลักจากนั้นประเทศไทยก็ปกครองโดยมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักมาโดยตลอดแม้จะมีการยุบเลิกรัฐธรรมนูญบ้างก็เป็นการชั่วครั้งชั่วคราวในที่สุดก็จะต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาทดแทนเสมอไปคงกล่าวได้ว่าการปกครองของไทยนั้นพยายามที่จะยึดหลักการปกครองโดยกฎหมายคือให้มีบทบัญญัติกฎเกณฑ์กติกาที่แน่นอนเป็นแนวทางในการปกครอง

ประเทศไทยมีการใช้รัฐธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองจนกระทั่งถึงฉบับปัจจุบันที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 มีนาคม.. 2534 รวมแล้ว 14 ฉบับทุกฉบับจะประกาศเจตนารมณ์ที่จะสร้างการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขขึ้นแม้บทบัญญัติของธรรมนูญแต่ละฉบับจะเป็นประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ตามหลักสากลเช่นในทุก

ฉบับจะต้องมีสมาชิกรัฐสภาประเภทแต่งตั้งเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยร่วมกันสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจาการเลือกตั้งอยู่เสมอ

รัฐสภาบางสมัยมีสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้งทั้งหมดเป็นต้นก็เป็นเพราะเหตุผลและความจำเป็นบางประการตามสถานการณ์ในขณะนั้น

 

การปกครองแบบประชาธิปไตยของไทย

ตามที่กล่าวมาแล้วว่ารัฐธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองทุกฉบับประกาศเจตนารมณ์ไว้ชัดเจนว่าต้องการให้ประเทศไทยมีการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขซึ่งอาจวิเคราะห์แยกแยะหลักการสำคัญๆของการปกครองแบบประชาธิปไตยของไทยได้ดังนี้1.

 อำนาจอธิปไตยและการใช้อำนาจอธิปไตยรัฐธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองทุกฉบับกำหนดอำนาจอธิปไตยซึ่งถือเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองให้มีการแบ่งแยกการใช้ออกเป็น 3 ส่วนคืออำนาจนิติบัญญัติหรืออำนาจในการออกกฎหมายอำนาจบริหารหรืออำนาจในการนำกฎหมายไปบังคับใช้และบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนและอำนาจตุลาการหรืออำนาจในการตัดสินคดีให้เป็นไปตามกฎหมายเมื่อมีข้อขัดแย้งเกิดขึ้นองค์กรที่ใช้อำนาจทั้ง 3 ส่วนนี้คือรัฐสภาเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารและศาลเป็นผู้ใช้อำนาจตุลาการโดยใช้ในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์การกำหนดให้มีการแยกการใช้อำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 ส่วนและให้มีองค์กร 3 ฝ่ายรับผิดชอบไปองค์กรแต่ละส่วนนี้เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยที่ไม่ต้องการให้มีการรวมอำนาจแต่ต้องการให้มีการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกันเพราะถ้าให้องค์กรใดเป็นผู้ใช้อำนาจมากกว่าหนึ่งส่วนแล้วอาจเป็นช่องทางให้เกิดการใช้อำนาจแบบเผด็จการได้เช่นถ้าให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารคณะรัฐมนตรีก็อาจจะออกกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและนำกฎหมายนั้นไปบังคับใช้เพื่อประโยชน์ของตนเพียงฝ่ายเดียวการแยกอำนาจนั้นเป็นหลักประกันให้มีการคานอำนาจซึ่งกันและกัน

และป้องกันการใช้อำนาจเผด็จการ

 2.รูปของรัฐประเทศไทยจัดว่าเป็นรัฐเดี่ยวรัฐธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองทุกฉบับกำหนดไว้ว่าประเทศไทยเป็นอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ศูนย์อำนาจทางการเมืองและการปกครองมาจากแหล่งเดียวกันประชาชนทั้งหมดอยู่ภายใต้เอกรัฐซึ่งจะต้องปฏิบัติตามอำนาจหนึ่งอำนาจเดียวพร้อมทั้งอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมายเดียวกันการใช้อำนาจอธิปไตยทั้งภายในและภายนอกประเทศเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งประเทศ

การปกครองภายในประเทศแม้จะมีการแบ่งอำนาจการปกครองไปตามเขตการปกครองเช่นจังหวัดอำเภอก็เป็นเพียงการแบ่งอำนาจตามลักษณะการปกครองส่วนภูมิภาคเพื่อแบ่งเบาภาระของรัฐบาลในส่วนกลางและความสะดวกของประชาชนในการรับบริการจากรัฐอำนาจที่แท้จริงยังคงอยู่ที่รัฐบาลในส่วนกลางหน่วยงานในภูมิภาคเป็นเพียงผู้รับเอาไปปฏิบัติเท่านั้นไม่สามารถที่จะกำหนดการดำเนินการในความรับผิดชอบของตนโดยอิสระ

การปกครองระดับท้องถิ่นอันได้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดเทศบาลสุขาภิบาลรวมทั้งการปกครองรูปกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยานั้นแม้จะมีอิสระพอสมควรในการดำเนินการและมีการเลือกตั้งเพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นให้เข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองมีลักษณะในการกระจายอำนาจการปกครองแต่ก็ยังไม่เป็นอิสระหรือการปกครองตนเองอย่างแท้จริงรัฐบาลในส่วนกลางยังมีส่วนเข้าไปควบคุมหรือร่วมในการดำเนินการอยู่ด้วยอย่างไรก็ตามการปกครองระดับท้องถิ่นนี้มีส่วนในการฝึกประชาชนให้รู้จักการปกครอง

ตนเองตามหลักการประชาธิปไตย

3.ประมุขแห่งรัฐรัฐธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองทุกฉบับกำหนดรูปแบบการปกครองไว้ว่าเป็นแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและกำหนดไว้อย่างชัดแจ้งเทิดทูนพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันสูงสุดดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้รัฐธรรมนูญกำหนดว่าผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆมิได้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์จำมีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญโดยปกติ

รัฐธรรมนูญกำหนดให้พระมหากษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นของประชาชนโดยใช้อำนาจนิติบัญญัติผ่านทางรัฐสภา

อำนาจบริหารผ่านทางคณะรัฐมนตรีและอำนาจตุลาการผ่านทางศาลการกำหนดเช่นนี้หมายความว่าอำนาจต่างๆจะใช้ในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ซึ่งในความเป็นจริงอำนาจเหล่านี้มีองค์กรเป็นผู้ใช้ฉะนั้นการที่บัญญัติว่าพระมหากษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติอำนาจบริหารและอำนาจตุลาการผ่านทางองค์กรต่างๆนั้นจึงเป็นการเฉลิมพระเกียรติแต่อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่องค์กรที่เป็นผู้พิจารณานำขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย

ย่างไรก็ตามแม้กระทั่งพระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญจะได้รับการเชิดชูให้อยู่เหนือการเมืองและกำหนดให้มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการในการปฏิบัติการทางการปกครองทุกอย่างแต่พระมหากษัตริย์ก็ทรงมีพระราชอำนาจบางประการที่ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญและเป็นพระราชอำนาจที่ทรงใช้ได้ตามพระราชอัธยาศัยจริงๆได้แก่การตั้งคณะองคมนตรีการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นต้น

พระราชอำนาจที่ส่งผลกระทบต่อการเมืองการปกครองอย่างแท้จริงคือพระราชอำนาจในการยับยั้งร่างพระราชบัญญัติในกรณีที่พระมหากษัตริย์ทรงไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านการเห็นชอบของรัฐสภามาแล้วและนายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้ก็อาจใช้พระราชอำนาจยับยั้งเสียก็ได้ซึ่งรัฐสภาจะต้องนำร่างพระราชบัญญัติที่ถูกยับยั้งนั้นไปพิจารณาใหม่แต่ในทางปฏิบัติไม่ปรากฏว่าพระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจนี้

 4. สิทธิเสรีภาพและหน้าที่ของประชาชนรัฐธรรมนูญได้กำหนดสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยไว้อย่างกว้างขวางสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนี้เป็นไปตามแนวทางประชาธิปไตยคือมีการระบุสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานต่างๆไว้ครบครันเช่นเสรีภาพในการแสดงออกในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธในการสมาคมหรือรวมกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งมีหลักประกันในเรื่องสิทธิต่างๆคือการละเมิดสิทธิจะกระทำมิได้เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเท่านั้นอย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญมีข้อจำกัดในเรื่องสิทธิและเสรีภาพคือจะต้องไม่ให้เป็นปฏิปักษ์ต่อชาติศาสนาพระมหากษัตริย์และรัฐธรรมนูญเป็นต้นส่วนหน้าที่ของชนชาวไทยทุกคนตามรัฐธรรมนูญมีดังนี้

(1)บุคคลมีหน้าที่รักษาไว้ซึ่งชาติศาสนาพระมหากษัตริย์และการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญนี้

(2)บุคคลมีหน้าที่ที่จะใช้สิทธิในการเลือกตั้งโดยสุจริต

(3)บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ

(4)บุคคลมีหน้าที่รับราชการทหารตามที่กฎหมายบัญญัติ

(5)บุคคลมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย

(6)บุคคลมีหน้าที่เสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ

(7)บุคคลมีหน้าที่ช่วยเหลือราชการตามที่กฎหมายบัญญัติ

(8)บุคคลมีหน้าที่รับการศึกษาอบรมตามที่กฎหมายบัญญัติ

(9)บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์และป้องกันศิลปและวัฒนธรรมของชาติ

(10)บุคคลมีหน้าที่รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามที่กฎหมายบัญญัติ

 การปกครองแบบรัฐสภารัฐธรรมนูฐกำหนดให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาคือให้มีรัฐสภาเป็นหลักในการปกครองซึ่งนอกจากทำหน้าที่พิจารณาบัญญัติกฎหมายและเป็นตัวแทนแสดงเจตนารมณ์แทนประชาชนแล้วยังเป็นสถาบันที่มีบทบาทในการคัดเลือกนายกรัฐมนตรีและควบคุมการบริหารงานของรัฐบาล

 องค์ประกอบของรัฐสภารัฐสภาไทยเคยมีใช้ทั้งระบบสภาเดียวและระบบ 2 สภาแต่รัฐธรรมนูญส่วนใหญ่รวมทั้งฉบับปัจจุบันมักใช้ระบบ 2 สภาคือมีวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรโดยมีลักษณะและหน้าที่ดังต่อไปนี้

วุฒิสภาสมาชิกประกอบด้วยบุคคลที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งโดยคำแนะนำของนายกรัฐมนตรีซึ่งเท่ากับให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เลือกสรรวุฒิสภาทำหน้าที่เป็นสภาผู้ทรงคุณวุฒิคอยกลั่นกรองร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านการเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วและร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณาและตัดสินปัญหาสำคัญๆของประเทศเช่นการสถาปนาพระมหากษัตริย์การประกาศสงครามเป็นต้นจำนวนของวุฒิสมาชิกขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญกำหนดแต่ส่วนใหญ่มักกำหนดเป็นสัดส่วนและน้อยกว่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรัฐธรรมนูญ.. 2534 แก้ไขเพิ่มเติม.. 2538 กำหนดให้มี 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรวาระในการดำรงตำแหน่งของวุฒิสมาชิกคือ 4 ปีอย่างไรก็ตามที่มาของวุฒิสมาชิกอาจได้มาโดยวิธีการอื่นใดนอกเหนือจากนี้ก็ได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญฉบับนั้นๆ

สภาผู้แทนราษฎร

สมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนรัฐธรรมนูญ.. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม.. 2538 กำหนดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งจะมีวาระในการดำรงตำแหน่ง 4 ปีเว้นแต่จะมีการยุบสภาก่อนครบวาระสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ.. เป็นตัวแทนของประชาชนในการใช้อำนาจนิติบัญญัติ

วุฒิสมาชิกและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถือเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยแม้ว่าฝ่ายแรกจะมาจากการแต่งตั้งและฝ่ายหลังมาจากการเลือกตั้งแต่การใช้อำนาจนิติบัญญัตินั้นเมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแล้วจะเห็นว่าสภาผู้แทนราษฎรมีมากกว่าเช่นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติแต่วุฒิสมาชิกไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีทั้งคณะหรือรายบุคคลแต่วุฒิสมาชิกไม่มีส่วนอำนาจในการยับยั้งร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วของวุฒิสภาก็ไม่ใช่อำนาจเด็ดขาดเพราะถ้าสภาผู้แทนราษฎรโดยที่มีเสียงเกินครึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดยังยืนยันตามเดิมก็ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา

ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภานั้นรัฐธรรมนูญบางฉบับก็กำหนดให้ประธานวุฒิสภาเป็นบางฉบับก็ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรดำรงตำแหน่งรัฐธรรมนูญ.. 2534 ในตอนแรกกำหนดให้ประธานวุฒิสภาเป็นประธานรัฐสภาแต่ในปี.. 2535 ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภาทั้งนี้ให้บังคับใช้หลังมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่และประธานวุฒิสภาเป็นรองประธานรัฐสภา

หน้าที่ของรัฐสภารัฐสภาเป็นสถาบันตัวแทนแสดงเจตนารมณ์แทนประชาชนมีหน้าที่สำคัญ 2 ประการคือ
1.  การบัญญัติกฎหมายผู้มีสิทธิเสนอร่างกฎหมายหรือร่างพระราชบัญญัติต่อรัฐสภาคือคณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (..) แต่การเสนอโดยคณะรัฐมนตรีจะทำได้ง่ายกว่าดังตัวอย่างรัฐธรรมนูญ.. 2534 กำหนดว่าในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เสนอจะต้องได้รับมติเห็นชอบจากพรรคการเมืองที่ผู้เสนอสังกัดอยู่และมี.. พรรคเดียวกันลงชื่อร่วมสนับสนุนอีกอย่างน้อย 20 คนการพิจารณาจะแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนคือสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้พิจารณาก่อนหากเห็นชอบให้เสนอต่อวุฒิสภาให้พิจารณาอีกครั้งหนึ่งหากวุฒิสภาให้ความเห็นชอบด้วยถือว่าผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาถ้าวุฒิสภาไม่เห็นชอบด้วยก็จะใช้สิทธิยับยั้งซึ่งสภาผู้แทนราษฎรจะต้องพิจารณาใหม่หากยืนยันความเห็นเดิมโดยมติที่มีเสียงเกินครึ่งของจำนวนสมาชิกก็ถือว่าพระราชบัญญัตินั้นผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาเพราะฉะนั้นร่างพระราชบัญญัติใดหากสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วยก็ไม่สามารถที่จะเป็นกฎหมายขึ้นมาได้

 ควบคุมฝ่ายบริหารรัฐสภามีหน้าที่ควบคุมการบริหารของคณะรัฐมนตรีทำได้หลายวิธีคือ

การพิจารณานโยบายของรัฐบาลคณะรัฐมนตรีก่อนเข้ารับหน้าที่บริหารประเทศจะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่าจะดำเนินการบริหารประเทศอย่างไรปกติรัฐสภาจะพิจารณาและลงมติว่าสมควรให้ความเห็นชอบไว้วางใจหรือไม่หากไม่ให้ความไว้วางใจรัฐบาลก็ต้องลาออกแต่ปัจจุบันนี้รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐสภาเพียงแต่รับฟังและอภิปรายแสดงความคิดเห็นเท่านั้นไม่มีการลงมติ

การตั้งกระทู้ถามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีสิทธิตั้งกระทู้ถามรัฐบาลหรือรัฐมนตรีรายบุคคลเมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่หรือเรื่องที่อยู่ในหน้าที่แต่รัฐบาลหรือรัฐมนตรีมีสิทธิที่จะไม่ตอบถ้าเห็นว่าเรื่องที่ตั้งกระทู้นั้นเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือประโยชน์สำคัญของแผ่นดินที่ยังไม่ควรเปิดเผยการตอบกระทู้ถามในแต่ละสภาอาจตอบในหนังสือราชกิจจานุเบกษาก็ได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความประสงค์ของผู้ถาม

การยื่นญัติเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะในกรณีที่เห็นว่าดำเนินการบริหารเป็นผลเสียต่อส่วนรวมปกติการอภิปรายและลงมตินั้นกระทำในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นมติไม่ไว้วางใจจะต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎรจึงจะมีผลบังคับตามรัฐธรรมนูญ

การควบคุมฝ่ายบริหารโดยการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปนี้ถือว่าเป็นวิธีการควบคุมที่มีประสิทธิภาพที่สุดและจุดประสงค์ของรัฐธรรมนูญต้องการให้เปิดได้ไม่ยากนักเพื่อให้.. มีโอกาสตรวจสอบการบริหารงานของคณะรัฐมนตรีจะเห็นได้จากการกำหนดจำนวน.. ที่จะยื่นญัตติไว้เพียง 1 ใน 5 ของจำนวน.. ทั้งหมดแม้ว่าในการเปิดอภิปรายแต่ละครั้งเมื่อลงมติกันแล้วคะแนนไม่ไว้วางใจมักจะไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวน..เพราะการลงคะแนนจะเป็นไปตามระบบพรรคฝ่ายรัฐบาลจะมี.. เกินครึ่งอยู่แล้วทำให้ไม่มีผลที่จะทำให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งด้วยมติแต่เนื้อหาถ้อยความในการอภิปรายนั้นจะได้รับการเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบทำให้ผู้ถูกอภิปรายอาจเสียคะแนนนิยมได้ถ้าไม่มีเหตุผลเพียงพอในการตอบโต้ข้อบกพร่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายอย่างไรก็ตาม.. แต่ละคนจะมีสิทธิลงชื่อในการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายนี้เพียงสมัยประชุมละครั้งเดียว

               คณะรัฐมนตรีรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบในหน้าที่ของตนและต้องรับผิดชอบร่วมกันในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรีต่อสภาผู้แทนราษฎรหมายความว่าสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิที่จะควบคุมการบริหารของคณะรัฐมนตรีเพราะสภาผู้แทนราษฎรเป็นสถาบันตัวแทนแสดงเจตจำนงของประชาชนถ้าเห็นว่าคณะรัฐมนตรีดำเนินการบริหารบกพร่องหรือไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนก็อาจเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะได้ซึ่งถ้าทำสำเร็จก็จะมีผลให้รัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งไป

เมื่อรัฐธรรมนูญให้รัฐสภาควบคุมรัฐบาลในทำนองเดียวกันรัฐบาลมีสิทธิควบคุมสภาผู้แทนราษฎรด้วยเป็นการถ่วงดุลแห่งอำนาจไม่ให้ฝ่ายใดมีอำนาจมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งเกินไปเครื่องมือควบคุมสภาผู้แทนราษฎรคือการยุบสภานายกรัฐมนตรีมีสิทธิทูลเกล้าฯเสนอเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาได้การยุบสภาคือการให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพ้นจากตำแหน่งและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วันเพราะฉะนั้นในกรณีที่มีความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับสภาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ต้องระมัดระวังบทบาทพอสมควรเช่นกันเพราะแทนที่รัฐบาลจะเลือกเอาการลาออกหรือยอมให้เปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลอาจเลือกเอาการยุบสภามาใช้ก็ได้โดยปกติตามหลักการประชาธิปไตยเมื่อมีข้อขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติเช่นรัฐบาลตราพระราชกำหนดออกมาบังคับใช้แต่สภาสภาผู้แทนราษฎรไม่อนุมัติเป็นต้นเมื่อเกิดข้อขัดแย้งขึ้นปกติรัฐบาลจะลาออกเมื่อเห็นว่าในข้อขัดแย้งนั้นประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเปิดโอกาสให้สภาผู้แทนราษฎรจัดตั้งรัฐบาลใหม่และรัฐบาลจะยุบสภาในกรณีที่เห็นว่าประชาชนสนับสนุนรัฐบาลมากกว่ารัฐสภาเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกผู้แทนราษฎรที่สนับสนุนรัฐบาลเข้ามาสนับสนุนรัฐบาลต่อไปเรื่องยุบสภานี้เป็นการยุบสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับวุฒิสภาแต่อย่างใด

องค์ประกอบของคณะรัฐมนตรี

รัฐบาลประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีร่วมคณะอีกจำนวนไม่เกินที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญ.. 2534 กำหนดไว้ให้มีรัฐมนตรีไม่เกิน 48 คนนอกเหนือจากนายกรัฐมนตรีปกตินายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นผู้ได้รับเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่จากสภาผู้แทนราษฎรหรือสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้คัดเลือกนายกรัฐมนตรีนั่นเองและนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้คัดเลือกรัฐมนตรีร่วมคณะซึ่งการคัดเลือกมักจะต้องคำนึงถึงเสียงสนับสนุนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลักเพราะรัฐบาลต้องได้รับเสียงข้างมากของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสนับสนุนการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีประธานรัฐสภาจะเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการและในการแต่งตั้งรัฐมนตรีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

  อำนาจและหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีอำนาจและหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญมีหลายประการได้แก่อำนาจในการเสนอร่างพระราชบัญญัติต่อสภาการตราพระราชกำหนดการตราพระราชกฤษฎีกาเป็นต้นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้รับการกำหนดให้เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการเกี่ยวกับบทกฎหมายพระราชหัตถเลขาพระบรมราชโองการใดๆอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดินนอกจากนี้ในฐานะเป็นรัฐบาลคณะรัฐมนตรีต้องทำหน้าที่ประสานงานระหว่างกระทรวงทบวงกรมต่างๆวางระเบียบข้อบังคับให้กระทรวงทบวงกรมถือปฏิบัติและพิจารณาลงมติเรื่องต่างๆที่กระทรวงทบวงกรมเสนอมาและยังมีอำนาจหน้าที่อีกหลายประการที่กำหนดไว้ในกฎหมายอื่นๆ

 ตุลาการอำนาจตุลาการหรืออำนาจในการตัดสินคดีให้เป็นไปตามกฎหมายอำนาจนี้เป็นของศาลยุติธรรมทั้งหลายเป็นอำนาจที่สำคัญที่สุดอำนาจหนึ่งเพราะเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจอธิปไตยดังนั้นฝ่ายตุลาการจึงต้องมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปตามกฎหมายสำหรับการปกครองไทยหลักประกันสำหรับตุลาการที่จะมีอิสระในการวินิจฉัยคดีโดยปราศจากอิทธิพลจากฝ่ายอื่นที่บีบบังคับเปลี่ยนคำพิพากษาคือกำหนดให้มีคณะกรรมการตุลาการ (..) ซึ่งประกอบด้วยบุคคลในวงการตุลาการทั้งสิ้นทั้งจากการเลือกตั้งโดยตุลาการด้วยกันและโดยตำแหน่งมีประธานศาลฎีกาเป็นประธานคณะกรรมการตุลาการโดยตำแหน่ง

คณะกรรมการตุลาการเป็นองค์กรอิสระในการดำเนินการให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับการแต่งตั้งย้ายถอดถอนเลื่อนตำแหน่งและเลื่อนเงินเดือนผู้พิพากษาหมายความว่าการให้คุณให้โทษกับผู้พิพากษานั้นขึ้นอยู่กับคณะกรรมการตุลาการฝ่ายบริหารหรือรัฐมนตรีจะดำเนินการตามใจชอบไม่ได้การกำหนดเช่นนี้ทำให้ฝ่ายบริหารไม่สามารถใช้อิทธิพลแทรกแซงการตัดสินคดีของผู้พิพากษาได้และทำให้อำนาจตุลาการเป็นอำนาจอิสระสามารถที่จะถ่วงดุลกับอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารได้ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย

 ตุลาการรัฐธรรมนูญความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญในการปกครองของไทยจะเห็นได้จากการจัดตั้งให้มีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบพิจารณาว่าการกระทำหรือกฎหมายที่ยกร่างขึ้นนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ถ้าขัดหรือแย้งก็กระทำไม่ได้หรือเป็นโมฆะเพราะรัฐธรรมนูญเป็นบทบัญญัติสูงสุดคณะตุลาการรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ.. 2534 ประกอบด้วยประธานรัฐสภาเป็นประธานประธานวุฒิสภาประธานศาลฎีกาอัยการสูงสุดเป็นกรรมการโดยตำแหน่งมีผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์อีก 6 คนที่วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรแต่งตั้งมาสภาละ 3 คน (ซึ่งจะต้องไม่ได้เป็นสมาชิกสภาทั้งระดับรัฐและท้องถิ่นข้าราชการประจำพนักงานรัฐวิสาหกิจและพนักงานท้องถิ่น) ร่วมเป็นกรรมการด้วยผู้มีสิทธิร้องขอให้คณะกรรมการตุลาการรัฐธรรมนูญพิจารณาการกระทำใดๆหรือร่างพระราชบัญญัติและกฎหมายที่ใช้บังคับคดีว่าขัดแย้งต่อบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่คือนายกรัฐมนตรีสมาชิกสภา (ตามจำนวนและเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนด) และศาล

การปกครองท้องถิ่นการปกครองของไทยให้ความสำคัญต่อการปกครองท้องถิ่นและใช้หลักการกระจายอำนาจจะเห็นได้จากการที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่ารัฐพึงส่งเสริมท้องถิ่นให้มีสิทธิปกครองตนเองได้ตามที่กฎหมายบัญญัติปัจจุบันมีการจัดหน่วยการปกครองท้องถิ่นหลายแบบและหลายระดับคือกรุงเทพมหานครเมืองพัทยาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเทศบาลสุขาภิบาลเป็นต้นแต่ละแบบก็ให้สิทธิประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามลักษณะการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นสามารถดำเนินการของตนเองได้อย่างไรก็ตามในพฤติกรรมความเป็นจริงรัฐบาลในส่วนกลางหรือฝ่ายบริหารก็มีส่วนร่วมในการบริหารและควบคุมการปกครองท้องถิ่นอยู่มากโดยเฉพาะในบางรูปเช่นองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุขาภิบาลและสภาตำบลและบางรูปคือกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาในบางสมัยก็ใช้วิธีการแต่งตั้งแทนการเลือกตั้งเป็นต้น

 พรรคการเมืองโดยปกติในการปกครองแบบประชาธิปไตยจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองเพราะพรรคการเมืองเป็นที่สร้างพลังให้กับอุดมการณ์เป็นที่ที่อาจค้นหาเสียงส่วนใหญ่ของมหาชนและเป็นสถาบันที่ทำให้คนต่างท้องถิ่นสามารถร่วมมือกันทางการเมืองได้ในไทยพรรคการเมืองก็มีบทบาทสำคัญไม่น้อยโดยเฉพาะแต่ละครั้งที่เปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งจะมีการรวมกลุ่มจัดตั้งพรรคการเมืองเสมอแม้ในบางสมัยจะไม่มีกฎหมายพรรคการเมืองก็ตามแต่รัฐธรรมนูญก็เปิดโอกาสให้มีเสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมืองได้จึงมีการรวมกลุ่มกันเป็นพรรคการเมืองแม้จะไม่ได้รับการรับรองจากกฎหมายเป็นทางการก็ตามอย่างไรก็ตามพรรคการเมืองของไทยมีบทบาทในวงแคบคือมีผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองประชาชนโดยทั่วไปมีส่วนร่วมกับพรรคการเมืองไม่มากนัก

 

การเลือกตั้งเป็นวิธีการสำคัญในการปกครองระบอบประชาธิปไตนเพราะเป็นกระบวนการคัดเลือกผู้ทำหน้าที่เป็นผู้แทนประชาชนประเทศไทยเริ่มมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2476 แต่การเลือกตั้งไม่ได้มีประจำสม่ำเสมอมีว่างเว้นในระยะที่ใช้รัฐธรรมนูญปกครองชั่วคราวภายหลังการปฏิวัติอย่างไรก็ตามการเลือกตั้งเท่าที่เคยมีมาก็มีลักษณะแบบประชาธิปไตยให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพและความสะดวกตลอดจนหลักประกันในการใช้สิทธิใช้เสียงระบบการเลือกตั้งเป็นแบบโดยตรงคือประชาชนเลือก.. โดยมีครั้งแรกเพียงครั้งเดียวที่เป็นการเลือกตั้งโดยอ้อมคือประชาชนเลือกผู้แทนตำบลและผู้แทนตำบลไปเลือก.. อีกทีหนึ่งการเลือกตั้งที่มีมาเคยใช้ทั้งรวมเขตและแบ่งเขตระยะหลังมีแนวโน้มที่ใช้ระบบผสมคือจังหวัดไหนมี.. จำนวนมากก็ใช้วิธีแบ่งเขตโดยมีการกำหนดจำนวนสูงสุดที่เขตหนึ่งจะพึงมีเอาไว้เกินจากนั้นต้องใช้วิธีแบ่งเขตส่วนพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงนั้นเมื่อก่อนมีผู้ไปลงคะแนนมักจะไม่ถึงครึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิแต่ในระยะหลังมีแนวโน้มดีขึ้นคือมีผู้ใช้สิทธิกว่าครึ่งประมาณร้อยละ 60 อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งก็ยังมีจุดอ่อนกล่าวคือมีการซื้อเสียงและใช้เงินในการหาเสียงเกินกว่าที่กฎหมายเลือกตั้งกำหนดไว้ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำให้ไม่ได้ผู้ที่เป็นตัวแทนประชาชนที่แท้จริงและแนวทางประชาธิปไตยกลายเป็นประโยชน์สำหรับนายทุนและนักธุรกิจแทนที่จะเป็นประชาชน

การเมืองระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบัน

ประชาชนไทยมีเสรีภาพทางการเมืองพอสมควรสามารถที่จะแสดงออกทางการเมืองได้ไม่ว่าจะเป็นการรวมกลุ่มกันจัดตั้งพรรคการเมืองแม้จะยังไม่มีกฎหมายพรรคการเมืองมารองรับเช่นในกาเลือกตั้งหลายครั้งแม้ไม่มีกฎหมายพรรคการเมืองแต่ในพฤติกรรมความเป็นจริงนั้นก็มีการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นพลายพรรคโดยอาศัยเสรีภาพที่ได้รับการยอมรับโดยรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายแม่บทการรวมกลุ่มเป็นสมาคมสหภาพก็สามารถทำได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายการเคลื่อนไหวทางการเมืองเช่นการเดินขบวนหรือการชุมนุมกันเพื่อยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลก็มีปรากฏและไม่ได้รับการขัดขวางในการแสดงออกตราบเท่าที่ไม่มีการละเมิดกฎหมายเสรีภาพในการพูดการพิมพ์และโฆษณาซึ่งเป็นไปอย่างกว้างขวางจนน่าจะเป็นที่ยอมรับว่าประเทศไทยนั้นให้เสรีภาพทางการเมืองแก่ประชาชนตามหลักประชาธิปไตยถึงแม้ว่าจะมีการประกาศให้กฎอัยการศึกและมีประกาศหรือคำสั่งและกฎหมายบางฉบับจำกัดเสรีภาพในทางการเมืองบ้างแต่ในทางปฏิบัติก็มีการผ่อนผันและไม่เคร่งครัดในการบังคับใช้จนกระทั่งเป็นอุปสรรคต่อการแสดงออกทางการเมือง

ถ้าพิจารณาจากรัฐธรรมนูญฯ พ.. 2534 และรัฐธรรมนูญบางฉบับที่ใช้มาก่อนหน้านั้น จะเห็นได้ว่าเป้าหมายของการพัฒนาทางการเมืองของไทยต้องการสร้างระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขโดยมีระบบพรรคการเมือง ซึ่งจะเห็นได้จากการที่บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ให้ความสำคัญกับพรรคการเมืองมาก เป็นต้นว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องสังกัดพรรคการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังกำหนดว่า เมื่อได้รับเลือกตั้งแล้วจะพ้นจากการเป็น ส..ทันทีที่ลาออกหรือถูกขับไล่ออกจากพรรค จึงทำให้พรรคการเมืองมีบทบาทสำคัญในการดำเนินการในสภา นอกจากนี้ พะราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.. 2524 ยังพยายามวางแนวทางให้พรรคการเมืองมีลักษณะเป็นพรรคที่มีฐานสนับสนุนจากมวลชนอย่างกว้างขวาง กล่าวคือต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 5,000 คน และต้องอยู่ในทุกภาค ภาคละไม่น้อยกว่า 5 จังหวัด จังหวัดหนึ่งต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 50

คน

 

การเมืองระดับท้องถิ่นอันได้แก่เทศบาลและองค์การบริหารส่วนจังหวัดซึ่งเป็นระดับและรูปแบบที่สำคัญนั้นก็ได้มีการเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและสมาชิกสภาจังหวัดเมื่อต้นปี.. 2523 เป็นต้นมาหลังจากที่ได้งดเว้นมานานปัจจุบันนี้ก็ได้ให้มีการดำเนินการการปกครองระดับท้องถิ่นในแบบประชาธิปไตยทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเมืองระดับท้องถิ่นอย่างไรก็ตามการเมืองระดับท้องถิ่นนี้ก็ยังไม่สู้ได้รับการสนใจจากประชาชนอย่างกว้างขวางนักจะเห็นได้จากการไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้แทนระดับท้องถิ่นยังอยู่ในอัตราที่ต่ำมากรูปแบบลักษณะของหน่วยการปกครองท้องถิ่นก็ยังค่อนข้างเป็นไปแบบเดิมคือไม่สู้อิสระในการดำเนินการมากนักทางการยังเข้าไปมีส่วนร่วมในการควบคุมและดำเนินการอยู่และยังได้รับความสนใจอยู่ในวงจำกัดเท่านั้น

อย่างไรก็ตามการที่จะเห็นรูปการเมืองการปกครองไทยพัฒนาไปสู่รูปแบบความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นขึ้นอยู่กับประชาชนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญหากประชาชนมีความตื่นตัวและมีความสำนึกทางการเมืองสามารถใช้วิจารณญาณทางการเมืองได้ถูกต้องสนใจที่จะใช้สิทธิทางการเมืองลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและเลือกผู้แทนราษฎรที่ดีเข้าสู่สภาบทบาทและพฤติกรรมทางการเมืองของนักการเมืองและกลุ่มการเมืองต่างๆก็จะต้องพัฒนาดีขึ้นเรื่อยๆและสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศชาติได้ทำให้ความศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยแพร่หลายขึ้นและเมื่อใดประชาชนส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจและศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยแล้วก็เป็นที่แน่นอนว่าระบอบประชาธิปไตยจะต้องมีเสถียรภาพมั่นคงอยู่คู่กับการปกครองไทยตลอดไป

ปัจจุบันนี้จากการพิจารณาบรรยากาศการเมืองไทยอาจกล่าวได้ว่ามีแนวโน้มไปในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิมมากประชาชนมีความตื่นตัวและมีจิตสำนึกทางการเมืองมากขึ้นจะเห็นได้จากสถิติผู้ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระยะหลังมีจำนวนเกินครึ่งทุกครั้ง (การเลือกตั้งเมื่อ 18 เมษายน.. 2526 มีผู้ไปลงคะแนนจำนวนร้อยละ 50.76 การเลือกตั้งเมื่อ 27 กรกฎาคม.. 2529 ร้อยละ 61.43 การเลือกตั้งเมื่อ 24 กรกฎาคม.. 2531 ร้อยละ 63.56 และการเลือกตั้งเมื่อ 13 กันยายน.. 2535 ร้อยละ 61.59) มีการเผยแพร่ข่าวสารการเมืองอย่างกว้างขวางโดยสื่อมวลชนทุกประเภททั้งหนังสือพิมพ์วิทยุและโทรทัศน์ทำให้ประชาชนสนใจและเข้าใจการเมืองมากขึ้นแม้ว่าจะยังมีจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องอยู่บ้างเช่นการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเงินที่เข้ามามีบทบาทสูงในการเลือกตั้งหรือการที่นักการเมืองบางคนมีบทบาทเป็นนักธุรกิจการเมืองแต่ในการเมืองระบบเปิดและในยุคที่ข่าวสารที่แพร่หลายได้กว้างขวางเช่นทุกวันนี้ก็คงพอที่จะให้ความเชื่อมั่นได้ว่าประชาชนจะมีส่วนช่วยควบคุมให้การเมืองพัฒนาไปในทางสร้างสรรค์ประโยชน์สุขให้กับประชาชนโดยส่วนรวมมากขึ้นเพราะการกระทำที่ไม้ชอบมาพากลของนักการเมืองจะถูกเปิดเผยให้ทราบต่อสาธารณะทำให้ผู้ที่เป็นนักการเมืองต้องระมัดระวังพฤติกรรมของตนตามสมควร

อย่างไรก็ตามเป็นที่ยอมรับกันว่าในระบอบประชาธิปไตยนอกจากกลุ่มนักการเมืองที่รวมตัวกันเป็นพรรคการเมืองในระดับชาติหรือกลุ่มการเมืองในระดับท้องถิ่นที่รวมตัวกันเพื่อเข้าสมัครรับเลือกตั้งในระดับต่างๆแล้วยังต้องการให้มีการรวมกลุ่มของประชาชนในลักษณะกลุ่มผลประโยชน์เช่นกลุ่มอาชีพกลุ่มอุดมการณ์กลุ่มอาสาสมัครต่างๆที่ไม่ต้องการเข้ามามีตำแหน่งทางการเมืองแต่ทำหน้าที่แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ถึงปัญหาหรือประเด็นการเมืองที่เกิดขึ้นแสงดความต้องการให้ผู้ปกครองรับทราบทำให้ผู้ปกครองได้รับทราบข้อมูลและข่าวสารที่ถูกต้องของกลุ่มเพื่อประกอบการตัดสินใจซึ่งปัจจุบันนี้ในการเมืองไทยก็มีกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆทั้งที่จัดตั้งเป็นทางการเช่นสหภาพสมาคมหรือจัดตั้งอย่างไม่เป็นทางการเช่นกลุ่มชมรมต่างๆรวมทั้งการรวมกลุ่มเฉพาะกิจหรือเฉพาะกาลเป็นครั้งคราวเข้ามามีบทบาทในทางการเาองเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลมีนโยบายตามที่กลุ่มชนต้องการเช่นการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนักศึกษากรรมกรชาวไร่ชาวนาก็มีการชุมนุมหรือเดินขบวนเพื่อให้ทางการได้รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับกลุ่มหรือกับส่วนรวมอยู่เสมอเช่นปัญหาสิ่งแวดล้อมปัญหาพืชผลราคาตกต่ำทำให้รัฐบาลต้องตื่นตัวอยู่เสมอในอันที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาของประชาชนการเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกสภาเช่นนี้ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาในระบอบประชาธิปไตยตราบเท่าที่ไม่มีการกระทำที่ละเมิดกฎหมายเพราะเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการพยายามสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม

ยังมีสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยที่จะขาดเสียมิได้คือประชาชนทุกคนต้องมีขันติธรรมกล่าวคือสมาชิกในสังคมประชาธิปไตยจะต้องเป็นผู้มีความอดกลั้นอดทนอย่างยิ่งต้องสามารถรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นที่ไม่ตรงกับความเห็นของตนได้ต้องรอฟังความเห็นส่วนใหญ่จากบรรดาผู้เกี่ยวข้องในการที่จะดำเนินการหรือแก้ไขปัญหาใดๆที่เกิดขึ้นในสังคมทั้งต้องทนต่อสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นตามความต้องการของคนส่วนใหญ่ได้กระบวนการของประชาธิปไตยจึงจำเป็นต้องอาศัยเวลาต้องค่อยเป็นค่อยไปและต้องมีการกระทำอย่างต่อเนื่องสมาชิกของสังคมนี้จึงต้องได้รับการปลูกฝังคุณสมบัติดังกล่าวตั้งแต่เยาว์วัยและพัฒนาขึ้นตามลำดับดังนั้นการปฏิวัติ (การหมุนกลับการเปลี่ยนแปลงระบบ) หรือการรัฐประหาร (มีการใช้กำลังเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาลโดยฉับพลัน) จึงเป็นวิธีการซึ่งขัดกับหลักการของระบอบประชาธิปไตยและไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาการปกครองระบอบนี้อย่างแน่นอนเพราะทุกครั้งที่มีการปฏิวัติรัฐประหารจะต้องมีการล้มเลิกกฎหมายรัฐธรรมนูญคณะรัฐมนตรีและสภาผู้แทนราษฎรดังนั้นจึงต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการจัดตั้งรัฐบาลกันใหม่ทุกครั้งไปเป็นเหตุให้ผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองและของประชาชนต้องชะงักงันไป

 

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s